ในช่วงที่ผ่านมาเชื่อว่าหลายคนคงเห็นข่าว “การปรับโครงสร้างบริษัท” หรือ “การปรับโครงสร้างองค์กร” กันมาพอสมควร โดยเฉพาะกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการปรับโครงสร้างบ่อยครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่มีการปรับโครงสร้างมักมาพร้อมกับการเลิกจ้างพนักงานบางตำแหน่ง เพื่อลดขนาดขององค์กรลง หรือเลิกจ้างพนักงานในบางแผนกที่ไม่ได้อยู่ในผังองค์กรใหม่นั่นเอง

ทำไมองค์กรต้องมีการปรับโครงสร้างบริษัท
การปรับโครงสร้างบริษัท (Organization Restructuring) คือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานขององค์กรหรือโครงสร้างองค์กร โดยส่วนมากแล้วการปรับโครงสร้าง จะรวมไปถึงการจัดตำแหน่งงาน แผนก สายงานบังคับบัญชา เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายทางธุรกิจที่ปรับเปลี่ยนให้เท่าทันตลาด โดยเฉพาะในสภาวะที่มีการแข่งขันสูง และสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงในช่วงหนึ่ง เช่น การเกิดวิกฤตโรคระบาด หรือเศรษฐกิจชะลอตัว

6 เหตุผลที่บริษัทมีการปรับโครงสร้างองค์กร
1. การเพิ่มโอกาสเติบโตของธุรกิจ
การปรับโครงสร้างธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องเป็นการปรับเพื่อลดจำนวนคนอย่างที่หลายคนเข้าใจเสมอไป เพราะบางครั้งการปรับโครงสร้างองค์กรของบริษัทหลาย ๆ แห่ง ก็ปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับธุรกิจที่เติบโตขึ้น อาทิ บริษัท Startup ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถเข้าสู่ IPO หรือตลาดหลักทรัพย์ได้ เพราะฉะนั้น การปรับโครงสร้างธุรกิจจึงมีความสำคัญ เพราะสามารถรองรับการเติบโตได้ และทำให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพ และภาระหน้าที่ของพนักงานก็มีความชัดเจนก
2. การปรับให้โครงสร้างบริษัทชัดเจนมากขึ้น
ธุรกิจบางอย่างก็อาจเริ่มต้นมาจากทุนเล็ก ๆ ที่บางครั้งโครงสร้างภายในองค์กรอาจไม่ชัดเจนมากนัก หรือบางครั้งพนักงาน 1 ตำแหน่ง อาจทำงานหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกัน เพราะฉะนั้น การปรับโครงสร้างองค์กรก็คือการรีเซตโครงสร้ายภายในให้มีความชัดเจนมากขึ้นก็ได้เช่นกัน อาทิ การทำให้บทบาทหน้าที่ของพนักงานในตำแหน่งต่าง ๆ มีความชัดเจนตาม Job Description จริง ๆ และยังมีการวาง Career Path อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งบางครั้งก็มีการปรับแผนธุรกิจ หรือ Business Plan ร่วมด้วย

3. การจัดการเรื่องภาษี บัญชี และการเงินให้ถูกต้อง
บางครั้งธุรกิจ SME หรือกลุ่ม Startup อาจมีการวางระบบการเงิน บัญชี หรือการเบิกจ่ายภายในแบบง่าย ๆ ที่มีพนักงานไม่กี่คน แต่เมื่อต้องการเติบโตก็ต้องมีการจัดการเรื่องระบบเหล่านี้ให้เรียบร้อย เพื่อให้ง่ายต่อการจัดทำงบการเงินและการนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมถึงการเบิกจ่ายภายในองค์กร ที่นับว่าเป็นค่าใช้จ่ายของธุรกิจด้วยเช่นกัน
4. การดันธุรกิจเข้า IPO
การปรับโครงสร้างบริษัทอีกอย่างหนึ่งที่ดีต่อธุรกิจก็คือ การปรับโครงสร้างเพื่อให้ธุรกิจพร้อมต่อการเข้า IPO (Initial Public Offering) หรือตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งก็หมายถึงการเติบโตไปอีกหนึ่งก้าวของธุรกิจ ดังนั้น ก่อนเข้า IPO ก็ต้องมีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เช่น การปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น, การแต่งตั้งคณะกรรมการบริษัท, กรรมการอิสระ, คณะกรรมการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ของ กลต. และ ตลท. ตลอดจนการจัดทำโครงสร้างทางบัญชีที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานบัญชี โดยใช้ผู้สอบบัญชีที่สำนักงาน ก.ล.ต. ให้การรับรอง เป็นต้น
5. การออกจาก Comfort Zone ขององค์กร
บางครั้งการปรับโครงสร้างองค์กรยังช่วยให้ธุรกิจก้าวออกจาก Comfort Zone ของตัวเองด้วย เช่น ธุรกิจมีกำไรแต่ไม่ได้เติบโตมากขึ้นไปมากกว่าเดิมมากนัก มีลูกค้ากลุ่มเดิม ๆ ที่ไม่สามารถดันยอดขายหรือเพิ่มกำไรให้กับบริษัทได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะฉะนั้น การปรับโครงสร้างบริษัทและการจัดทำแผนธุรกิจให้เข้ากับบริบทสังคมในขณะนั้น ๆ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางรอดของธุรกิจในอนาคตได้เช่นกัน
6. การลดขนาดองค์กร ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
และเหตุผลที่เจอกันได้บ่อยครั้งก็คือ การปรับโครงสร้างขององค์กรเพื่อลดขนาด เช่น บริษัทเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจ ต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงาน ก็อาจต้องยุบแผนกบางแผนกออกเพื่อลดค่าใช้จ่าย เช่น โรงงานที่มีการนำเอาหุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนแรงงานที่เป็นมนุษย์ เป็นต้น ซึ่งก็นำมาสู่การเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก
การเลิกจ้างพนักงานเมื่อปรับโครงสร้างบริษัท
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ระบุไว้ว่า นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างด้วยเหตุผลทางธุรกิจหรือการปรับโครงสร้างองค์กรได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการจ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง การบอกกล่าวล่วงหน้า รวมถึงต้องเลิกจ้างโดยเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งการเลิกจ้างในการปรับโครงสร้างนี้ ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามกฎหมาย รวมถึงสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เช่นกัน

สิทธิที่ลูกจ้างได้รับเมื่อถูกเลิกจ้างจากการปรับโครงสร้าง
1. ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า หรือค่าตกใจ
เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายเพิ่มเติมกรณีที่เลิกจ้างโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งกรณีนี้หากแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า 60 วัน ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีก 60 วัน ของค่าจ้างอัตราสุดท้ายด้วยเช่นกัน
2. ค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนสะสม
เมื่อมีการเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ได้กระทำผิด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 67 นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ที่ทางลูกจ้างไม่ได้ใช้ในปีที่เลิกจ้าง โดยรวมถึงวันหยุดพักผ่อนที่สะสมจากปีก่อน ๆ ที่มีสิทธิได้รับด้วย
3. ค่าชดเชยพิเศษจากการปรับโครงสร้างบริษัท
ตามมาตรา 121 และ 122 ระบุไว้ชัดเจนกรณีที่บริษัทปรับโครงสร้างองค์กรแล้วมีการเลิกจ้าง จะได้รับสิทธิเพิ่มเติมดังนี้
- ลูกจ้างที่มีอายุงาน 6 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินชดเชยเพิ่มเติมในอัตรา 15 วัน ต่อ 1 ปีอของอายุงาน รวมกันแล้วไม่เกิน 360 วัน
- นายจ้างต้องแจ้งวันที่เลิกจ้าง เหตุผล และรายชื่อลูกจ้างให้พนักงานตรวจแรงงาน และลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างให้ทราบไม่น้อยกว่า 60 วัน
- หากไม่แจ้งล่วงหน้าจะต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนเพิ่มอีก 60 วันของค่าจ้าง
4. เงินทดแทนจากกองทุนประกันสังคม
เมื่อถูกเลิกจ้างและว่างงาน ลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทนว่างงานจากกองทุนประกันสังคมสูงสุด 60% ของค่าจ้าง หรือเริ่มต้นที่ 8,750 บาท/เดือน สูงสุดไม่เกิน 10,500 บาท/เดือน ขึ้นอยู่กับอัตราเงินสมทบ โดยรวมระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน/ปี รวมสูงสุดไม่เกิน 63,000 บาท ต่อการว่างงาน 1 ครั้ง

สรุป
สำหรับการถูกเลิกจ้างนั้น นอกจากสิทธิประโยชน์ข้างต้นที่ทาง SMEMOVE สรุปมาให้ ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่ห้ามมองข้ามคือ การปรับเกณฑ์ยกเว้นภาษีสำหรับค่าชดเชยช่วงลูกจ้าง จากเดิมไม่เกิน 300,000 บาท เปลี่ยนเป็น 600,000 บาท และค่าชดเชยส่วนเกิน รวมถึงเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ PVD สามารถนำไปแยกคำนวณภาษีได้ เมื่อมีอายุงานเกิน 5 ปี
ทดลองใช้ฟรีได้ที่ : SMEMOVE
คู่มือการใช้งาน : HELP
ติดตามบทความอื่นๆของ SMEMOVE.com ได้ที่
บทความบัญชี: smemove.com/blog
Facebook: Facebook.com/smemove.th
Youtube: SMEMOVE








