อัปเดตข้อมูลสำคัญ ว่าด้วย “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ที่เป็นอีกหนึ่งมาตรการใหม่จากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้าง โดยกองทุนนี้มีอัตราการสมทบทั้งจากลูกจ้างและนายจ้าง สรุปทุกข้อมูลที่ควรรู้ พร้อมสิทธิและสวัสดิการที่ลูกจ้างจะได้รับว่ามีอะไรบ้าง

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร?
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คือ กองทุนที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ภายใต้อำนาจของกองคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้าง ให้มีเงินสำรองและลดผลกระทบทางการเงินจากการสิ้นสุดการจ้างงาน โดยครอบคลุมทั้งการลาออก, การถูกเลิกจ้าง, เกษียณอายุ และเสียชีวิต
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่มใช้เมื่อไหร่?
สำหรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดให้เริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการเลื่อนมาจากกำหนดเดิม
อัตราการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบ
- ช่วงที่ 1 เริ่ม 1 ตุลาคม – 30 กันยายน 2574 จัดเก็บลูกจ้างและนายจ้างฝ่ายละ 25% ของค่าจ้าง
- ช่วงที่ 2 เริ่ม 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป จัดเก็บลูกจ้างและนายจ้างฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง
สิทธิประโยชน์และการรับเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
1. กรณีที่ลูกจ้างออกจากงานทุกกรณี
- ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสะสมและเงินสมทบที่นายจ้างสมทบเข้ากองทุน
- นายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการสิ้นสภาพการจ้าง และคืนเงินให้ลูกจ้างภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันสิ้นสภาพการจ้าง
- การจ่างเงินจะจ่ายเป็นเงินก้อนเดียว โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารของลูกจ้าง
2. กรณีลูกจ้างเสียชีวิต
- หากลูกจ้างเสียชีวิต เงินสะสมและเงินสมทบจะตกเป็นของบุคคลที่ลูกจ้างระบุไว้ในแบบ สกล.5
- กรณีที่ไม่ได้ระบุผู้รับเงินไว้ เงินดังกล่าวจะตกแก่บุตร คู่สมรส บิดา และมารดา โดยแบ่งในสัดส่วนเท่า ๆ กัน
- หากไม่มีผู้มีสิทธิรับเงินตามที่กฎหมายกำหนด เงินทั้งหมดจะตกเป็นของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างดีต่อลูกจ้างยังไงบ้าง?
สำหรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ถือว่าเป็นเงินออมให้กับลูกจ้าง ที่นอกจากจะช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจในการทำงานแล้ว ยังช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกจ้าง ทั้งยังเป็นการเพิ่มหลักประกันให้ในอนาคต รวมถึงนายจ้างที่ก็จะมีภาสพลักษณ์ที่ดี เพราะมีส่วนในการสมทบเงินเข้ากองทุนให้กับลูกจ้างด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ หากนายจ้างไม่นำส่งเงินสมทบหรือไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ มีบทลงโทษคือ นายจ้างต้องเสียเงินเพิ่มให้กับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน และพนักงานตรวจแรงงานจะมีหนังสือนำส่งให้นายจ้างนำส่งเงินที่ค้างจ่ายมาชำระภายใน 30 วัน โดยนับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ยื่นแบบแจ้งข้อมูล หรือแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ จะได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือททั้งจำทั้งปรับ
กิจการแบบไหนที่ต้องมีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง?
สำหรับเงื่อนไขของกิจการที่ต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ หรือเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้แก่
- กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องให้ลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
- กิจการที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือไม่มีกองทุนสงเคราะห์เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างเมื่อออกจากงานหรือเสียชีวิต
- ถึงแม้ว่ากิจการจะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว แต่หากลูกจ้างยังอยู่ในช่วงทดลองงาน หรือไม่สมัครเข้ากองทุนนั้น จะต้องจัดให้ลูกจ้างกลุ่มนี้เป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
กิจการแบบไหนที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเข้ากองทุน?
นอกจากนี้ เกณฑ์ในการเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ยังมีข้อยกเว้นสำหรับกิจการหรือสถานประกอบกิจการบางประเภทอยู่ด้วย คือ
- สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน จะไม่อยู่ในข่ายบังคับเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
- นายจ้างที่ได้จัดสวัสดิการหรือการสงเคราะห์แก่ลูกจ้าง ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง รวมถึงนายจ้างที่จัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว
- กิจการบางประเภทที่ได้รับการยกเว้น อาทิ มูลนิธิ สมาคม และหน่วยงานที่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย และไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับการเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แบบไหนดี?
สำหรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ถือเป็นเงินสมทบร่วมกันระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง ที่ได้รับเงินตามหลักเกณฑ์ของกองทุน ทั้งกรณีที่ลาออกจากงาน เลิกจ้าง เกษียณอายุ และเสียชีวิต ในขณะที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นเงินออมที่สามารถเลือกสัดส่วนเงินสะสมได้ตั้งแต่ 2 – 15% ของเงินเดือน และนายจ้างก็สามารถสมทบเงินให้ลูกจ้างได้ตั้งแต่ 2 – 15% เช่นกัน
โดยเงินที่สมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะถูกนำไปบริหารโดยผู้ดูแลที่เรียกว่า “บริษัทจัดการ” หรือ “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน” เพื่อนำไปบริหาร ละลงทุนเพื่อให้เงินที่สมทบไปเติบโตมากที่สุด และที่สำคัญคือ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้
สรุป
สำหรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งมาตรการหรือนโยบายดีดี ที่จะทำให้ลูกจ้างเริ่มมีเงินออมและมีหลักประกันในอนาคต โดยจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โดยจะต้องนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยอัตราเงินสมทบจะคำนวณจากค่าจ้างรวม คำนวณจากค่าล่วงเวลา (OT), ค่าตำแหน่ง, เบี้ยขยัน, ค่าเดินทาง, ค่าอาหาร โดยไม่รวมโบนัสหรือค่าตอบแทนประเภทค่าคอมมิชชั่น หรือก็คือค่าตอบแทนที่ไม่แน่นอน
ทดลองใช้ฟรีได้ที่ : SMEMOVE
คู่มือการใช้งาน : HELP
ติดตามบทความอื่นๆของ SMEMOVE.com ได้ที่
บทความบัญชี: smemove.com/blog
Facebook: Facebook.com/smemove.th
Youtube: SMEMOVE








