หนึ่งในแรงจูงใจในการทำงานของพนักงาน นอกจากผลตอบแทนที่คุ้มค่าแล้ว การมี “เบี้ยขยัน” ก็ถือว่าสร้างวินัยและแรงจูงใจได้ไม่ใช่น้อย เพราะพนักงานที่ต้องการเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง ก็จะปฏิบัติตามกฎหรือระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้เบี้ยขยัน เพราะฉะนั้น มาทำความเข้าใจกับเบี้ยขยันกันให้มากขึ้น ว่าคืออะไร มีกี่แบบ แล้วมีวิธีคิดยังไงบ้างให้เหมาะกับธุรกิจ

เบี้ยขยัน คืออะไร?
เบี้ยขยัน คือ เงินพิเศษที่นายจ้างจ่ายให้กับลูกจ้าง เพื่อเป็นรางวัลหรือโบนัสพิเศษให้กับพนักงานที่ทำตามเกณฑ์ของบริษัทได้อย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็น ประสิทธิภาพในการทำงาน การขาดงาน ลางาน หรือมาสาย โดยเกณฑ์ของบริษัทหรือกิจการแต่ละแห่งก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและขนาดของธุรกิจ
แต่ให้เข้าใจไว้อย่างหนึ่งว่า เบี้ยขยันไม่ใช้ค่าจ้าง ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพราะฉะนั้น บริษัทหรือกิจการไหนที่ไม่มีเบี้ยขยัน ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย จะมีหรือไม่มีก็ได้ แตกต่างจากค่าล่วงเวลาหรือ OT ที่มีเกณฑ์กำหนดอย่างชัดเจน
ประเภทการคิด “เบี้ยขยัน” ที่นิยมใช้
1. เบี้ยขยันแบบขั้นบันได
สำหรับเบี้ยขยันแบบขั้นบันได เป็นที่นิยมมากที่สุด เพราะเป็นแรงกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้พนักงานตั้งใจทำงาน และปฏิบัติตัวตามข้อกำหนดของบริษัท ส่วนมากจะใช้เกณฑ์ ไม่ขาด ไม่ลา ไม่สาย ซึ่งการลาขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัท ไม่นับรวมกับลาพักร้อน
หลักการคิดเบี้ยขยันแบบขั้นบันได จะนิยมคิดโดยเพิ่มเงินให้ตามระยะเวลาที่พนักงานทำได้ เช่น หากประพฤติดีอย่างต่อเนื่องจะได้รับเงินเพิ่มขึ้นในทุก ๆ เดือน และหากไม่สามารถรักษามาตรฐานเกณฑ์ที่กำหนดได้ ก็จะได้รับเบี้ยขยันตามที่กำหนดไว้ เช่น เบี้ยขยันลดลง

2. เบี้ยขยันแบบคงที่
อีกหนึ่งการให้เบี้ยขยันกับพนักงานก็คือ การคิดเบี้ยขยันแบบคงที่ หรือก็คือการให้เงินจำนวนเท่าเดิมแบบคงที่ โดยอาจจะใช้เกณฑ์เหมือนกันคือ ไม่ขาด ไม่ลา ไม่มาสาย หากทำได้ตามเกณฑ์ก็จะได้รับเบี้ยขยันตามเดือนที่ทำได้ เช่น เดือนแรกจ่าย 500 บาท เดือนที่ 2 และเดือนถัด ๆ ไปหากรักษาเกณฑ์ได้ก็จะได้รับเดือนละ 500 ต่อไปเรื่อย ๆ เป็นต้น

การให้เบี้ยขยันแบบพิเศษ และการจ้างงาน
นอกจากนี้ บริษัทอาจจะมีเบี้ยขยันแบบพิเศษเพิ่มให้อีก ซึ่งเราจะเห็นได้บ่อยตามสวัสดิการของโรงงาน เช่น รักษาเกณฑ์มาตรฐานได้ครบ 1 ปี จะได้รับเบี้ยขยันพิเศษ 10,000 บาท และหากทำได้ครบ 5 ปี ก็จะได้รับเบี้ยขยันพิเศษ 50,000 เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามอายุงาน
และอีกหนึ่งเบี้ยขยันที่ถูกนำมาใช้แบบเฉพาะกลุ่มก็คือ เบี้ยขยันตามประเภทของการจ้างงานและแผนก เพราะพนักงานแต่ละฝ่ายก็มีความสำคัญแตกต่างกันออกไป เช่น เบี้ยขยันสำหรับฝ่ายขาย ก็อาจจะมีขั้นบันไดที่มากกว่าฝ่ายอื่น ๆ เพราะเป็นแผนกที่ทำให้บริษัทมีผลกำไรได้มากที่สุด เป็นต้น

เบี้ยขยันมีผลบังคับตามกฎหมายตอนไหน?
ถึงแม้ว่าเบี้ยขยันจะไม่ได้ถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมาย แต่ก็สามารถทำให้เบี้ยขยันมีผลตามกฎหมายได้เช่นกัน เพียงแค่ต้องมีระบุเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในสัญญาจ้างงาน และมีประกาศเอาไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและทำให้พนักงานทุกคนทราบอย่างเท่าเทียมกัน
อย่าลืมว่าเบี้ยขยันก็คือรายได้ เพราะฉะนั้น ลูกจ้างต้องนำเบี้ยขยันไปคำนวณร่วมกับรายได้อื่น ๆ สำหรับการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในทุก ๆ ปีด้วย
สรุป
จะเห็นได้ว่า “เบี้ยขยัน” ถือเป็นอีกหนึ่งสวัสดิการดีดีที่ทำให้พนักงานตั้งใจทำงาน และปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด เพราะฉะนั้น เจ้าของธุรกิจอาจนำสวัสดิการนี้เข้ามาในกิจการร่วมด้วย เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับพนักงาน และฝ่าย HR เองก็อย่าลืมระบุเบี้ยขยันไว้ใน Payroll ด้วยเช่นกัน เพราะถือเป็นรายได้ของพนักงานตามกฎหมาย
ทดลองใช้ฟรีได้ที่ : SMEMOVE
คู่มือการใช้งาน : HELP
ติดตามบทความอื่นๆของ SMEMOVE.com ได้ที่
บทความบัญชี: smemove.com/blog
Facebook: Facebook.com/smemove.th
Youtube: SMEMOVE








