การลาป่วยหรือลาทางการแพทย์ ถือว่าเป็นหนึ่งในการลาที่มีการกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน ตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งการลาแต่ละประเภทก็จะมีการกำหนดเอาไว้ว่า สามารถลาได้สูงสุดกี่วัน การลาแต่ละแบบนายจ้างต้องจ่ายเท่าไหร่ ซึ่งการลาเหล่านี้คือสิทธิลาขั้นพื้นฐานที่ลูกจ้างต้องรู้ และนายจ้างก็ต้องปฏิบัติตามเช่นกัน

รู้จัก “สิทธิการลาป่วย” ของพนักงาน
การลาป่วยตามกฎหมายแรงงานนั้น มีเงื่อนไขอย่างชัดเจนคือ สามารถลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง และจะได้รับค่าจ้างไม่เกิน 30 วันทำงานต่อปี แต่ในทางปฏิบัติทางบริษัทหรือองค์กรบางแห่ง ก็อาจจะมีข้อกำหนดอื่น ๆ ที่เพิ่มเข้ามา เพื่อสิทธิประโยชน์ของพนักงานเอง เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายแรงงานกำหนดไว้ด้วย
ข้อกำหนดการลาป่วยที่พนักงานควรรู้
- ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง สามารถลากี่วันก็ได้ถ้าป่วยจริง
- การลาป่วยไม่จำเป็นต้องลาในกรณีที่ป่วยหนัก เช่น เป็นหวัด ไอ ก็สามารถลาป่วยได้
- หากลาป่วย 3 วันขึ้นไป นายจ้างสามารถขอเอกสารใบรับรองแพทย์ได้ และการลาป่วย 1 วัน หรือ 2 วัน ไม่จำเป็นต้องมีใบรับรองแพทย์
- ใบรับรองแพทย์สามารถใช้ได้ทั้งคลินิก สถานพยาบาล หรือโรงพยาบาล โดยที่มีแพทย์รับรอง
- หากเป็นใบรับรองแพทย์ที่ออกโดยสถานพยาบาลของรัฐ ผู้รับรองไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์ แต่เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็ได้ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
- นายจ้างหรือบริษัทที่ออกข้อบังคับให้การลาป่วยต้องมีใบรับรองแพทย์ทุกกรณี ถือว่าเป็นข้อบังคับที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ลูกจ้างสามารถโต้แย้งและร้องทุกข์ได้
- การลาป่วยตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป สามารถแสดงหลักฐานอื่น ๆ แทนใบรับรองแพทย์ได้ เช่น ใบเสร็จค่ายา พยานบุคคล ซองยา ภาพถ่าย ฯลฯ
- การลาป่วยที่ไม่เกิน 30 วัน ลูกจ้างมีสิทธิได้ค่าจ้างในวันหยุดที่อยู่ในช่วง 30 วัน
- หากลาป่วยเกิน 30 วัน นายจ้างสามารถตกลงจ่ายค่าจ้างกรณีลาเกินได้
- การลาป่วยเมื่อกลับมาทำงานแล้ว ลูกจ้างจะต้องยื่นใบลาเพื่อให้นายจ้างอนุมัติย้อนหลัง

การลา 6 ประเภท และสิทธิของพนักงาน
นอกจากการลาป่วยแล้ว ยังมีการลาประเภทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานด้วยเช่นกัน โดยสิทธิการลาตามกฎหมายแรงงานมีทั้งหมด 6 ประเภท สรุปให้เข้าใจแบบง่าย ๆ คือ
1. การลาป่วย (Sick Leave)
- ลาได้ตามจริง และหากลาติดต่อกัน 3 วันขึ้นไป นายจ้างสามารถขอใบรับรองแพทย์ได้
- หากไม่แสดงใบรับรองแพทย์ได้ ต้องชี้แจงเหตุผลให้ทราบตามจริง
- นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างในวันลาป่วยไม่เกิน 30 วัน/ปี
2. การลาเพื่อทำหมัน (Sterilization Leave)
- สามารถลาหยุดเพื่อทำหมันได้ตามระยะเวลาพักฟื้น ตามที่แพทย์กำหนด โดยได้รับค่าจ้างปกติ
- ต้องมีใบรับรองแพทย์ประกอบ เพื่อระบุระยะเวลาที่ต้องพักฟื้นอย่างชัดเจน
3. การลาเพื่อคลอดบุตร (Maternity Leave)
- สิทธิลาคลอดได้สูงสุด 120 วัน นับรวมวันลาฝากครรภ์และวันหยุดระหว่างลา ได้รับค่าจ้างไม่เกิน 60 วัน
- สามารถลาเพิ่มได้ 15 วัน เมื่อลูกเจ็บป่วยหรือพิการ โดยได้รับค่าจ้าง 50%
- คู่สมรสสามารถลาช่วยเลี้ยงดูบุตรได้ 15 วัน (ภายใน 90 วันหลังคลอด) โดยได้รับค่าจ้าง 100%
4. การลากิจ (Personal Leave)
- พนักงานมีสิทธิลากิจได้ไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน/ปี โดยได้รับค่าจ้าง
- การลากิจธุระจำเป็น มักหมายถึงงานราชการ หรือธุระสำคัญที่ไม่สามารถให้ผู้อื่นทำแทนได้
5. การลาเพื่อรับราชการทหาร (Military Service Leave)
- สิทธิการลาสำหรับพนักงานที่เป็นทหารกองหนุน หรือผ่านการฝึก รด. มาแล้ว
- สิทธิการลาเมื่อถูกเรียกพลเพื่อตรวจสอบ ฝึกวิชาทหาร หรือทดสอบความพรั่งพร้อมตามกฎหมาย
- นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้ตลอดเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 60 วัน/ปี
6. การลาพักร้อนหรือหยุดพักผ่อนประจำปี (Vacation Leave)
- การลาพักผ่อนหรือลาพักร้อน ถือเป็นวันลาที่ลูกจ้างพึงมี เช่นเดียวกันกับวันหยุดประจำปี
- สิทธิลาพักร้อนสำหรับพนักงานที่ทำงานครบ 1 ปีขึ้นไป และลาหยุดได้ไม่น้อยกว่า 6 วันทำงาน/ปี
- การลาพักร้อนลูกจ้างต้องได้รับค่าจ้างตามปกติ
- นายจ้างต้องเป็นผู้กำหนดวันหยุด เช่น การลาล่วงหน้า หรือการสะสมวันลา
- บางบริษัทสามารถให้สิทธิลาพักร้อนได้มากกว่าตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด เช่น เมื่อผ่านช่วงทดลองงานแล้วสามารถใช้วันลาพักร้อนได้ เป็นต้น

โทษของนายจ้าง ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน
หากลูกจ้างลาป่วย 1 – 2 วัน แล้วนายจ้างไม่อนุมัติ หรือบังคับให้มีใบรับรองแพทย์ จึงจะอนุมัติให้ลาป่วยได้ ถือว่านายจ้างไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 32 เนื่องจากฝ่าฝืนไม่ให้ใช้สิทธิลาป่วยตามกฎหมาย มีบทลงโทษทางอาญาคือ ขั้นต่ำปรับไม่เกิน 5,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สรุป
สำหรับการลาป่วยนั้น ถือว่าเป็นสิทธิลาตามกฎหมายแรงงาน ที่พนักงานสามารถใช้สิทธิได้ และนายจ้างต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมายเช่นกัน และการลาติดตามอาการ หรือการรักษาแบบต่อเนื่อง ก็ถือว่าเป็นการลาป่วยได้เช่นกัน
ทั้งนี้ นายจ้างหรือเจ้าของธุรกิจที่ต้องการจัดการข้อมูลพนักงานให้สะดวก และง่าย สามารถใช้งานได้ทุกที่ เพียงเลือกใช้ฟังก์ชันพนักงานจาก SMEMOVE ก็สามารถจัดการข้อมูลพนักงานได้ง่าย ๆ ตอบโจทย์ทั้งเจ้าของธุรกิจและฝ่ายบุคคล (HR) โดยเฉพาะ
ทดลองใช้ฟรีได้ที่ : SMEMOVE
คู่มือการใช้งาน : HELP
ติดตามบทความอื่นๆของ SMEMOVE.com ได้ที่
บทความบัญชี: smemove.com/blog
Facebook: Facebook.com/smemove.th
Youtube: SMEMOVE








