หนึ่งในปัญหาเรื่องภาษี สิ่งที่เจ้าของกิจการไม่อยากเจอมากที่สุดก็คือเรื่อง “ภาษีย้อนหลัง” เพราะถึงแม้ว่าจะยื่นภาษีทุกปีตามรอบ แต่ถ้ายื่นไม่ครบ ข้อมูลขาด ก็อาจโดนตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ เพราะฉะนั้น มาทำความรู้จักกับภาษีย้อนหลังให้มากขึ้น ว่าถ้าโดนตรวจสอบต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง แล้วมีเอกสารอะไรที่ต้องใช้ พร้อมวิธีคำนวณเบี้ยปรับ

ภาษีย้อนหลัง คืออะไร?
ภาษีย้อนหลัง คือ การถูกกรมสรรพากรตรวจสอบข้อมูลภาษีย้อนหลัง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี การยื่นภาษีไม่ครบถ้วน หรือแสดงข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริงในอดีต จึงทำให้ทางกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบเพิ่มเติม หากพบว่ามีภาษีส่วนที่ขาดไป ก็จะถูกเรียกเก็บภาษีในส่วนที่ขาดพร้อมกับ “เบี้ยปรับ” และ “เงินเพิ่ม”
ภาษีย้อนหลัง มีอายุกี่ปี?
ตามกฎหมายแล้วหากเจ้าหน้าที่สามารถตรวจเอกสารและเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี (ทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา) ในขณะที่เอกสารบัญชีและภาษี สามารถเก็บได้ในระยะไม่เกิน 7 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด เพราะฉะนั้น ในทางปฏิบัติจริง ๆ นิติบุคคลหรือผู้ประกอบการ ควรจัดเก็บเอกสารบัญชีและภาษีเอาไว้ 10 ปี เพื่อให้พร้อมกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในอนาคต เช่น การโดนตรวจสอบและประเมินภาษีย้อนหลัง

หากโดนตรวจภาษีย้อนหลัง ต้องรับมือยังไง?
ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาอาจจะยื่นภาษีครบถ้วนแล้ว แต่บางครั้งก็อาจจะมีประเด็นให้โดนตรวจสอบย้อนหลังได้ เพราะฉะนั้น SMEMOVE จะมาอธิบายพร้อมแนะนำวิธีรับมือฉบับเบื้องต้น เพื่อให้สามารถเข้าไปชี้แจงหรือแสดงรายละเอียดได้ตามที่เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรเรียกตรวจ
1. ทำความเข้าใจภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
สำหรับภาษีที่เกี่ยวข้องกับคนทำธุรกิจ ไม่ได้มีเพียงแค่ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีหัก ณ ที่จ่าย รวมถึง VAT เท่านั้น แต่ยังมีภาษีอื่น ๆ ด้วย ดังนี้
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากนิติบุคคล โดยคำนวณจากกำไรสุทธิในปีภาษีนั้น
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นภาษีที่ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายให้กับภาครัฐ โดยอัตราภาษีขึ้นอยู่กับประเภทและรูปแบบของค่าจ้าง
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยเป็นภาษีที่นิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 8 ล้านบาท/ปี ต้องทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องยื่นรายงานภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นประจำทุกเดือน
- อากรแสตมป์ ถือเป็นอีกหนึ่งภาษีที่ต้องทำ เมื่อมีการทำสัญญาใด ๆ เกิดขึ้น
- ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นภาษีที่ถูกเก็บจากการประกอบกิจการเฉพาะ อาทิ กิจการธนาคาร โรงรับจำนำ
2. เตรียมเอกสารและข้อมูลให้พร้อม
เมื่อเข้าใจภาษีแล้วว่ามีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนเอง ลำดับต่อไปให้เตรียมเอกสารและข้อมูลย้อนหลังให้พร้อมที่สุด เพื่อดูว่าข้อมูลที่ทางเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรเรียกตรวจสอบมีอะไรบ้างที่ต้องชี้แจง เพราะบางครั้งอาจจะไม่ได้ถูกตรวจสอบทุกประเด็น บางบริษัทอาจจะตรวจสอบเพิ่มเพียงแค่รายได้สุทธิ หรือบางทีอาจจะมีเพียงแค่ VAT ก็ได้
โดยตามปกติแล้วทางกรมสรรพากรจะตรวจสอบโดยการใช้เอกสารหรือใบ 50 ทวิ ที่ทางบริษัทส่งให้กับทางกรมสรรพากร นอกจากนี้ ยังตรวจสอบจากรายการโอนเงิน การใช้บัตรเครดิต รวมถึงการใช้ Big Data & Data Analytics และที่ขาดไม่ได้คือ หากมีบุคคลอื่นแจ้งเบาะแส ก็อาจทำให้โดนเรียกตรวจสอบได้เช่นกัน
3. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
เมื่อเตรียมข้อมูลแล้วให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม เช่น ผู้สอบบัญชี เพื่อหาทางแก้ไขและรับมือให้ถูกต้อง ซึ่งบางครั้งผู้ประกอบการอาจจะพลาดในจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เช่นกัน อาทิ ตกหล่นการยื่นอากรแสตมป์ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในภาษีที่นิติบุคคลต้องจัดทำอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีโดยเฉพาะ จะทำให้เรารู้ว่าต้องก้ไขหรือยื่นแบบเพิ่มเติมยังไงบ้าง
4. ยื่นแบบเพิ่มเติมและชำระภาษีให้ถูกต้อง
เมื่อเตรียมข้อมูลและรู้ว่าต้องยื่นแบบอะไรเพิ่มเติมบ้าง ให้ดำเนินการยื่นแบบที่กรมสรรพากรภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งในสถานการณ์นี้หากมีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวนเยอะมาก ๆ ก็สามารถเจรจากับเจ้าหน้าที่ เพื่อแสดงเจตนาในการชำระภาษีอย่างครบถ้วนถูกต้องได้เลย โดยทางเจ้าหน้าที่ก็จะให้ข้อมูลพร้อมหาทางออกให้กับผู้ประกอบการอยู่แล้ว ขอเพียงแค่มีความบริสุทธิ์ใจและมีเจตนาที่ต้องการชำระภาษีอย่างถูกต้อง
หมายเหตุ: เงินเพิ่มจะคิดในอัตรา 1.5% และเบี้ยปรับจะคิดค่าปรับเป็นเปอร์เซ็นต์ของภาษีที่ขาด โดยจะแตกต่างกันไปตามประเภทของภาษี

การคำนวณเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มของภาษีย้อนหลัง
1. เงินเพิ่ม อัตรา 1.5% ต่อเดือน
สำหรับเงินเพิ่มเมื่อต้องชำระภาษีย้อนหลัง จะถูกจัดเก็บในอัตรา 1.5% ต่อเดือน หรือเศษของเดือน ของจำนวนภาษีที่ต้องชำระ อาทิ กรณีที่ยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติม พบว่ามีภาษีที่ขาด 100,000 บาท ค้างมานาน 2 ปี จะมีวิธีคำนวณคือ
วิธีคิด : 100,000 x 1.5% x 24 = 36,000 บาท
2. เบี้ยปรับ คำนวณตามประเภทภาษี
การคำนวณเบี้ยปรับหากยื่นแบบ ภ.พ.30 ผิดหรือขาด (ยื่นแบบแล้ว) เบี้ยปรับจะคิดเป็น 1 เท่า (100%) ของภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม และหากไม่ยื่น ภ.พ.30 หรือไม่นำส่งภาษี จะมีเบี้ยปรับ 2 เท่า (200%) ของภาษีที่ต้องชำระ
หมายเหตุ: หากยื่นแบบล่าช้าก็จะมีค่าปรับอาญาเพิ่มด้วย ตามแต่ละมาตราหรือประเภทของภาษีที่ยื่น
ป้องกันภาษีย้อนหลัง เพียงทำบัญชีออนไลน์ด้วย SMEMOVE
สำหรับนิติบุคคลที่ไม่อยากโดนภาษีย้อนหลัง สามารถจัดการและบริหารบัญชีได้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ SMEMOVE ที่รองรับการใช้งานแบบครบวงจร ที่สำคัญ เชื่อมต่อกับระบบ POS สำหรับการขายหน้าร้านได้ พร้อมบันทึกให้อัตโนมัติ และยังมีฟังก์ชันใหม่ ๆ ที่น่าสนใจมากมาย สมัครทดลองใช้ฟรีได้เลย!
ทดลองใช้ฟรีได้ที่ : SMEMOVE
คู่มือการใช้งาน : HELP
ติดตามบทความอื่นๆของ SMEMOVE.com ได้ที่
บทความบัญชี: smemove.com/blog
Facebook: Facebook.com/smemove.th
Youtube: SMEMOVE








