ภาษีย้อนหลัง คืออะไร ต้องรับมือยังไง พร้อมการคำนวณเบี้ยปรับ

By posted on August 18, 2026 6:01PM
ภาษีย้อนหลัง คืออะไร ต้องรับมือยังไง พร้อมการคำนวณเบี้ยปรับ

หนึ่งในปัญหาเรื่องภาษี สิ่งที่เจ้าของกิจการไม่อยากเจอมากที่สุดก็คือเรื่อง “ภาษีย้อนหลัง” เพราะถึงแม้ว่าจะยื่นภาษีทุกปีตามรอบ แต่ถ้ายื่นไม่ครบ ข้อมูลขาด ก็อาจโดนตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ เพราะฉะนั้น มาทำความรู้จักกับภาษีย้อนหลังให้มากขึ้น ว่าถ้าโดนตรวจสอบต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง แล้วมีเอกสารอะไรที่ต้องใช้ พร้อมวิธีคำนวณเบี้ยปรับ

ภาษีย้อนหลัง คืออะไร

ภาษีย้อนหลัง คืออะไร?

ภาษีย้อนหลัง คือ การถูกกรมสรรพากรตรวจสอบข้อมูลภาษีย้อนหลัง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี การยื่นภาษีไม่ครบถ้วน หรือแสดงข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริงในอดีต จึงทำให้ทางกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบเพิ่มเติม หากพบว่ามีภาษีส่วนที่ขาดไป ก็จะถูกเรียกเก็บภาษีในส่วนที่ขาดพร้อมกับ “เบี้ยปรับ” และ “เงินเพิ่ม”

ภาษีย้อนหลัง มีอายุกี่ปี?                                         

ตามกฎหมายแล้วหากเจ้าหน้าที่สามารถตรวจเอกสารและเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี (ทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา) ในขณะที่เอกสารบัญชีและภาษี สามารถเก็บได้ในระยะไม่เกิน 7 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด เพราะฉะนั้น ในทางปฏิบัติจริง ๆ นิติบุคคลหรือผู้ประกอบการ ควรจัดเก็บเอกสารบัญชีและภาษีเอาไว้ 10 ปี เพื่อให้พร้อมกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในอนาคต เช่น การโดนตรวจสอบและประเมินภาษีย้อนหลัง

หากโดนตรวจภาษีย้อนหลัง ต้องรับมือยังไง

หากโดนตรวจภาษีย้อนหลัง ต้องรับมือยังไง?

ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาอาจจะยื่นภาษีครบถ้วนแล้ว แต่บางครั้งก็อาจจะมีประเด็นให้โดนตรวจสอบย้อนหลังได้ เพราะฉะนั้น SMEMOVE จะมาอธิบายพร้อมแนะนำวิธีรับมือฉบับเบื้องต้น เพื่อให้สามารถเข้าไปชี้แจงหรือแสดงรายละเอียดได้ตามที่เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรเรียกตรวจ

1. ทำความเข้าใจภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

สำหรับภาษีที่เกี่ยวข้องกับคนทำธุรกิจ ไม่ได้มีเพียงแค่ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีหัก ณ ที่จ่าย รวมถึง VAT เท่านั้น แต่ยังมีภาษีอื่น ๆ ด้วย ดังนี้

  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากนิติบุคคล โดยคำนวณจากกำไรสุทธิในปีภาษีนั้น
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นภาษีที่ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายให้กับภาครัฐ โดยอัตราภาษีขึ้นอยู่กับประเภทและรูปแบบของค่าจ้าง
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยเป็นภาษีที่นิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 8 ล้านบาท/ปี ต้องทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องยื่นรายงานภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นประจำทุกเดือน
  • อากรแสตมป์ ถือเป็นอีกหนึ่งภาษีที่ต้องทำ เมื่อมีการทำสัญญาใด ๆ เกิดขึ้น
  • ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นภาษีที่ถูกเก็บจากการประกอบกิจการเฉพาะ อาทิ กิจการธนาคาร โรงรับจำนำ

2. เตรียมเอกสารและข้อมูลให้พร้อม

เมื่อเข้าใจภาษีแล้วว่ามีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนเอง ลำดับต่อไปให้เตรียมเอกสารและข้อมูลย้อนหลังให้พร้อมที่สุด เพื่อดูว่าข้อมูลที่ทางเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรเรียกตรวจสอบมีอะไรบ้างที่ต้องชี้แจง เพราะบางครั้งอาจจะไม่ได้ถูกตรวจสอบทุกประเด็น บางบริษัทอาจจะตรวจสอบเพิ่มเพียงแค่รายได้สุทธิ หรือบางทีอาจจะมีเพียงแค่ VAT ก็ได้

โดยตามปกติแล้วทางกรมสรรพากรจะตรวจสอบโดยการใช้เอกสารหรือใบ  50 ทวิ ที่ทางบริษัทส่งให้กับทางกรมสรรพากร นอกจากนี้ ยังตรวจสอบจากรายการโอนเงิน การใช้บัตรเครดิต รวมถึงการใช้ Big Data & Data Analytics และที่ขาดไม่ได้คือ หากมีบุคคลอื่นแจ้งเบาะแส ก็อาจทำให้โดนเรียกตรวจสอบได้เช่นกัน

3. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

เมื่อเตรียมข้อมูลแล้วให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม  เช่น ผู้สอบบัญชี เพื่อหาทางแก้ไขและรับมือให้ถูกต้อง ซึ่งบางครั้งผู้ประกอบการอาจจะพลาดในจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เช่นกัน อาทิ ตกหล่นการยื่นอากรแสตมป์ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในภาษีที่นิติบุคคลต้องจัดทำอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีโดยเฉพาะ จะทำให้เรารู้ว่าต้องก้ไขหรือยื่นแบบเพิ่มเติมยังไงบ้าง

4. ยื่นแบบเพิ่มเติมและชำระภาษีให้ถูกต้อง

เมื่อเตรียมข้อมูลและรู้ว่าต้องยื่นแบบอะไรเพิ่มเติมบ้าง ให้ดำเนินการยื่นแบบที่กรมสรรพากรภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งในสถานการณ์นี้หากมีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวนเยอะมาก ๆ ก็สามารถเจรจากับเจ้าหน้าที่ เพื่อแสดงเจตนาในการชำระภาษีอย่างครบถ้วนถูกต้องได้เลย โดยทางเจ้าหน้าที่ก็จะให้ข้อมูลพร้อมหาทางออกให้กับผู้ประกอบการอยู่แล้ว ขอเพียงแค่มีความบริสุทธิ์ใจและมีเจตนาที่ต้องการชำระภาษีอย่างถูกต้อง

หมายเหตุ: เงินเพิ่มจะคิดในอัตรา 1.5% และเบี้ยปรับจะคิดค่าปรับเป็นเปอร์เซ็นต์ของภาษีที่ขาด โดยจะแตกต่างกันไปตามประเภทของภาษี

การคำนวณเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มของภาษีย้อนหลัง

การคำนวณเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มของภาษีย้อนหลัง

1. เงินเพิ่ม อัตรา 1.5% ต่อเดือน

สำหรับเงินเพิ่มเมื่อต้องชำระภาษีย้อนหลัง จะถูกจัดเก็บในอัตรา 1.5% ต่อเดือน หรือเศษของเดือน ของจำนวนภาษีที่ต้องชำระ อาทิ กรณีที่ยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติม พบว่ามีภาษีที่ขาด 100,000 บาท ค้างมานาน 2 ปี จะมีวิธีคำนวณคือ

วิธีคิด : 100,000 x 1.5% x 24 = 36,000 บาท

2. เบี้ยปรับ คำนวณตามประเภทภาษี

การคำนวณเบี้ยปรับหากยื่นแบบ ภ.พ.30 ผิดหรือขาด (ยื่นแบบแล้ว) เบี้ยปรับจะคิดเป็น 1 เท่า (100%) ของภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม และหากไม่ยื่น ภ.พ.30 หรือไม่นำส่งภาษี จะมีเบี้ยปรับ 2 เท่า (200%) ของภาษีที่ต้องชำระ

หมายเหตุ: หากยื่นแบบล่าช้าก็จะมีค่าปรับอาญาเพิ่มด้วย ตามแต่ละมาตราหรือประเภทของภาษีที่ยื่น

ป้องกันภาษีย้อนหลัง เพียงทำบัญชีออนไลน์ด้วย SMEMOVE

สำหรับนิติบุคคลที่ไม่อยากโดนภาษีย้อนหลัง สามารถจัดการและบริหารบัญชีได้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ SMEMOVE ที่รองรับการใช้งานแบบครบวงจร ที่สำคัญ เชื่อมต่อกับระบบ POS สำหรับการขายหน้าร้านได้ พร้อมบันทึกให้อัตโนมัติ และยังมีฟังก์ชันใหม่ ๆ ที่น่าสนใจมากมาย สมัครทดลองใช้ฟรีได้เลย!

ทดลองใช้ฟรีได้ที่ : SMEMOVE

คู่มือการใช้งาน : HELP

ติดตามบทความอื่นๆของ SMEMOVE.com ได้ที่

บทความบัญชี: smemove.com/blog

Facebook: Facebook.com/smemove.th

Youtube: SMEMOVE