เมื่อร้านค้าหรือนิติบุคคล ที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ก็น่าจะเห็นแล้วว่า กิจการมีรายได้จากโครงการนี้เท่าไหร่บ้าง แล้วคำถามที่หลาย ๆ คนสงสัย ก็คือการบันทึกรายรับเมื่อกิจการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ว่าต้องบันทึกยังไง มีวิธีที่เจาะจงหรือไม่ เพื่อให้การบันทึกบัญชีและการยื่นภาษีเป็นไปอย่างถูกต้อง

วิธีการบันทึกบัญชี จากโครงการคนละครึ่งพลัส
การบันทึกบัญชีจากการขายสินค้าหรือให้บริการ ผู้ประกอบการหรือผู้ที่ดูแลเรื่องการบันทึกบัญชี ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นข้อมูลของรายรับอย่างชัดเจนที่สุด โดยโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางภาครัฐอย่างหนึ่ง ที่ให้วงเงินใช้จ่ายสำหรับประชาชน สำหรับซื้อสินค้าหรือใช้บริการร้านค้าขนาดเล็ก อย่างกลุ่ม SME หรือผู้ประกอบการรายย่อย ที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT เนื่องจากมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้าน/ปี (นับจากปีภาษี 2567)
โดยโครงการคนละครึ่งพลัส จะเป็นการช่วยจ่ายของทางภาครัฐ 50% และทางประชาชนที่ได้สิทธิก็จะจ่ายอีก 50% จากยอดขายทั้งหมด โดยวงเงินวันหนึ่งจะไม่เกิน 400 บาท (รวมทั้งรัฐและประชาชน) ซึ่งการบันทึกบัญชีที่นับเป็นรายได้ของกิจการ จะต้องยึดตาม “ยอดขายเต็มจำนวน” โดยไม่ต้องแบ่งว่า เป็นรายได้เฉพาะลูกค้าเท่าไหร่ หรือเป็นรายได้จากทางรัฐบาลที่สมทบเท่าไหร่
ตัวอย่างการบันทึกบัญชี
- ขายกาแฟพร้อมกับขนมเค้ก ยอดเงินรวมทั้งสิ้น 180 บาท
- ลูกค้าจ่ายให้ร้านค้า จำนวน 90 บาท
- รัฐบาลช่วยจ่ายอีก 90 บาท
- ร้านค้าต้องบันทึกบัญชีเป็นจำนวนเงิน 180 บาท

การบันทึกบัญชีนิติบุคคล, บุคคลธรรมดา และร้านค้าทั่วไป
การประกอบกิจการทุกรูปแบบ ทั้งในนามบุคคลธรรมและนิติบุคคล เจ้าของกิจการจะต้องยื่นภาษีเงินได้ตามกฎหมายทั้งหมด โดยสามารถสรุปให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ดังนี้
1. นิติบุคคล
สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ให้จดบันทึกรายได้ของกิจการโดยอิงจากแอปฯ เป๋าตัง สำหรับการรับชำระของโครงการได้ตามปกติ โดยจะต้องจดบันทึกพร้อมปิดงบการเงินตามรอบบัญชี หลังจากนั้นให้ยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ ด้วยการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ในช่วงวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 หรือหากยื่นผ่านทางออนไลน์ก็สามารถยื่นได้จนถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ตามลำดับ
2. บุคคลธรรมดา
หากบุคคลธรรมดาที่เปิดประกอบกิจการเล็ก ๆ เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือขายของผ่านทางออนไลน์ แล้วลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส จะต้องสรุปรายรับทั้งหมดพร้อมกับยื่นภาษีเต็มปี หรือการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 โดยจะยื่นช่วง ม.ค. – มี.ค. 2569 (ทางออนไลน์ยื่นได้ถึง 8 เม.ย. 2569)
หมายเหตุ: บุคคลธรรมดาที่มีรายได้อื่น ๆ เช่น การขายของออนไลน์ เปิดร้านค้า เปิดร้านอาหาร หรือแม้แต่ผู้ที่เป็น Content Creator และนายหน้าออนไลน์ ทั้งแพลตฟอร์ม TikTok, Lazada หรือ Shopee อย่าลืมว่ามีรอบภาษีครึ่งปีบุคคลธรรมดา หรือการยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ที่ต้องยื่นช่วง ก.ค. – ก.ย. ของทุกปีด้วย
3. เปิดร้านขายของชำ ร้านโชห่วย
นอกจากนี้ การเปิดร้านค้า ร้านขายของชำ หรือร้านโชห่วย ก็มีหน้าที่ที่ต้องยื่นภาษีเงินได้ตามกฎหมายเช่นกัน โดยเฉพาะร้านค้าที่ควรจดทะเบียนพาณิชย์ให้เรียบร้อย และการบันทึกบัญชีสำหรับการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ก็ต้องบันทึกให้ครบทุกรายการ แล้วยื่นภาษีตามที่กรมสรรพากรกำหนด หากเป็นบุคคลธรรมดาที่จดทะเบียนพาณิชย์ ก็สามารถยื่นพร้อมกันกับการยื่นภาษีต้นปี 2569 ที่จะถึงนี้ได้เลย
ตัวอย่างการบันทึกบัญชีคู่ สำหรับนิติบุคคล
บริษัท A เปิดร้านขายกาแฟและเบกอรี่ มีเงินสดในการลงทุน 100,000 บาท โดยมีเงินกู้ยืม 30,000 บาท นอกนั้นเป็นเงินทุนของตัวเอง มีการซื้อเครื่องชงกาแฟเป็นเงินทั้งสิ้น 25,000 บาท โดยมีรายได้จากการขายกาแฟรวมทั้งหมด 20,000 บาทจากโครงการคนละครึ่ง จะบันทึกบัญชีดังนี้
Debit (Dr) | Credit (Cr) |
| สินทรัพย์ | หนี้สิน + ทุน |
| เงินสด 100,000 บาท | ทุน 70,000 บาท หนี้สิน 30,000 บาท |
| ซื้อเครื่องชงกาแฟ 25,000 บาท | เจ้าหนี้ 25,000 บาท |
| + เงินสด 20,000 บาท | รายได้ 20,000 บาท |
| Dr = 145,000 บาท | Cr = 145,000 บาท |

How – To การลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ประกอบการ
โดยปกติแล้วการประกอบอาชีพอิสระ หรือมีอาชีพเสริมจากการค้าขายทุก ๆ รูปแบบ ทั้งผ่านทางออฟไลน์และออนไลน์ สามารถลดหย่อนภาษีได้ด้วยการหักค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้น ยิ่งมีค่าใช้จ่ายเยอะก็ยิ่งทำให้มีฐานภาษีที่น้อยลงตามไปด้วย
โดยสูตรคำนวณแบบง่าย ๆ คือ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) = เงินได้สุทธิ
แน่นอนว่า ค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาคำนวณภาษีและหักออกจากรายได้ ครอบคลุมหลายอย่างมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าวัตถุดิบ, ค่าเช่าสถานที่, ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าจ้างพนักงาน และค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ เพียงแค่ต้องเก็บบิลหรือใบเสร็จรับเงินให้เรียบร้อย หลังจากนั้นให้นำมาคำนวณแล้วดูว่า ควรหักค่าใช้จ่ายแบบไหนถึงจะคุ้มค่ามากที่สุด ระหว่างการหักค่าใช้จ่ายตามจริง แต่ไม่เกิน 60% และการหักแบบเหมา
สรุป
จะเห็นได้เลยว่า การเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนนั้น เป็นโครงการที่ทำให้ผู้ประกอบการหลาย ๆ คน มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการที่มากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การบันทึกบัญชีให้ครบถ้วนสำหรับการยื่นภาษีอย่างถูกต้อง รวมถึงการเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายเพื่อนำมาหักลบออกจากรายได้ทั้งหมด เพื่อให้ทราบเงินได้สุทธิที่แท้จริง
และอีกประเด็นคือ หากยอดขายทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท จะต้องไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลังนั่นเอง และหากผู้ประกอบการคนไหนที่ต้องการลดภาระงานเรื่องการบันทึกบัญชีที่ซับซ้อน เพียงเลือกใช้โปรแกรม POS คู่กับโปรแกรมบัญชีออนไลน์ SMEMOVE ก็สามารถติดตามการขายและดูสรุปรายรับ – รายจ่าย ได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องทำบัญชีแยกให้เหนื่อยอีกต่อไป
ทดลองใช้ฟรีได้ที่ : SMEMOVE
คู่มือการใช้งาน : HELP
ติดตามบทความอื่นๆของ SMEMOVE.com ได้ที่
บทความบัญชี: smemove.com/blog
Facebook: Facebook.com/smemove.th
Youtube: SMEMOVE








